แม่นเป๊ะจนน่าขนลุก ฟังอีกครั้งโหรฟองสนาน ทายทักไว้ตั้งแต่ปี 58

ปี 2563 ถือเป็นปีที่รุนแรงหนักหนาสาหัสพอสมควรกับใครหลายๆ คน ทั้งเหตุการณ์ทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุด โหรฟองสนาน จามรจันทร์

ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า ” การต่อสู้กันทางความคิด – หนึ่งในอาการสำคัญยุคที่ 13 ของเมืองเริ่มปรากฏ

ภาพดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์

พระพฤหัสบดีจร (5) และพระเสาร์จร (7) แตะร่วมราศีครั้งแรกในรอบยี่สิบปีเมื่อ 2 มีนาคม 2562

เป็นจุดเริ่มยุคที่ 13 – ของกรุงรัตนโกสินทร์ปรากฎขึ้นปลายขอบฟ้าและจะกินเวลายาวนานไปยี่สิบปี – 22 กุมภาพันธ์ 2582

ผู้เขียนขอพักการเขียนทำนายเค้าโครงชีวิตคนรายลัคนาราศีระหว่าง 10 กันยายน 2563 – 9 พฤศจิกายน 2564 ไว้ก่อนชั่วคราว เพื่อเขียนถึงปรากฏการณ์ – อาการในเมืองรัตนโกสินทร์

ที่กำลังสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจไปทั่วด้วยความคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับนิยามประชาธิปไตยและสถาบันหลักของชาติในขณะนี้

อันที่จริงผู้เขียนเหมือนโหรอาภัพเพราะทำนายไว้ก่อนล่วงหน้านานมากในหนังสือชื่อ – ลอกคราบใหม่ประเทศไทย – ตีพิมพ์ 1 มกราคม 2558

โดยสำนักพิมพ์กรีนปัญญาญาณว่าตั้งแต่ 2 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปจะเป็นจุดเริ่มต้นยุคที่ 13 ของกรุงรัตนโกสินทร์ที่จะกินเวลายาวนานไปอีก 20 ปี

ซึ่งในระยะยี่สิบปีนี้ก็จะมีทั้งเรื่องดี-ร้ายเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะโดดเด่นออกมาคือการต่อสู้ทางอุดมการณ์ – ความคิด – ลัทธิ – ความเชื่อที่สำคัญ

ที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างคนไทยด้วยกันเองแต่คนคงลืมกันไปหมดแล้ว จึงขอย้อนไปพูดถึงอีกครั้ง

หลักที่ผู้เขียนใช้ทำนายจนเขียนหนังสือได้เป็นเล่มนั้นเอามาจากแนวคิดของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลับจากหนังสือโหราศาสตร์ในวรรณคดี

ที่ท่านได้คำนวณยุคโบราณไว้ทั้งหมด 10 ยุคโดยหลักการและชื่อยุคที่รู้กันโดยทั่วไปคือ

1. การเริ่มเกิดของแต่ละยุคนำเอาจุดที่พระพฤหัสบดีจร (5) ซึ่งเป็นหัวหน้าดาวดี ประธานศุภเคราะห์แตะก่อนร่วมราศีกันแต่ละครั้งกับพระเสาร์จร(7)

หัวหน้าดาวร้ายหรือประธานบาปเคราะห์เป็นจุดเริ่ม แล้วยุคนั้นจะกินเวลายาวนาน 20 ปีก่อนที่ดาวสองดวงนี้จะกลับมาแตะกันอีกครั้งจึงจะเริ่มยุคใหม่ต่อไป

3. ต่อจากยุคราชวิไลก็สามารถใช้หลัก 20 ปีคิดยุคใหม่ได้ตามสติปัญหาผู้เขียนที่ตกผลึกออกมาคือ

ยุคที่ 11 โชติช่วงชัชวาล – พฤหัสบดีจรแตะแล้วร่วมราศีกับพระเสาร์จรที่ราศีสิงห์เริ่ม 11 กุมภาพันธ์ 2523 เป็นยุคของการนำแก๊สธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ ต่อด้วย

ยุคที่ 12 ยุคโทรศัพท์มือถือ-พฤหัสบดีจรแตะแล้วร่วมราศีกับพระเสาร์จรที่ราศีเมษตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 2542 เป็นการเริ่มยุคโทรศัทพ์มือถือและอินเตอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ยาวนานมายี่สิบปี

4. ครั้นวันที่ 2 มีนาคม 2562 พฤหัสบดีจรแตะแล้วร่วมราศีกับพระเสาร์จรอีกครั้งในราศีธนูเกิดปรากฎการณ์ยุคใหม่ค่อย ๆ เริ่มขึ้น เพียงแต่ในช่วงแรกจะเป็นในลักษณะยึกยัก

(พระดาวทั้งสองดวงนี้ไล่ล่ากันข้ามราศีระหว่างธนูกับมังกร-ไปจนถึงประมาณ9พฤศจิกายน 2564)แต่ถือเป็นจุดร่วมของยุคที่ 13 ของกรุงรัตนโกสินทร์ที่จะยาวนานไปอีก 20 ปี – ไปถึงประมาณ

22 กุมภาพันธ์ 2582 จึงจะเริ่มยุคที่ 14 ต่อไป

5. อาการของยุคที่ 13 ของกรุงรัตนโกสินทร์คือยุค4.0(ขึ้นไป)โดยขณะนั่งเขียนหนังสือลอกคราบใหม่ประเทศไทยเมื่อปี 2558 นั้น ผู้เขียนจินตนาการไม่ออกว่ายุคนี้จะเป็นอย่างไรจึงบอกไปรวม ๆ

ว่าเป็นยุค4.0 ซึ่งต้องขออภัย เพราะตอนนี้โลกก็เป็น 5.0 ไปแล้ว

ส่วนเมืองไทยก็จะมีความเจริญ – รุ่งเรืองไพบูลย์ – โชคมากมาย เช่นตอนนี้เริ่มแล้ว EEC – รถไฟฟ้า – รถไฟรางคู่ – รถไฟความเร็วสูง – สนามบินแห่งใหม่ – เมืองการบิน

เมืองหลวงแห่งที่สอง – ค้าขายออนไลน์ – ทุกคนมีมือถือเป็นอาวุธมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐโอนเงินเข้าบัญชี ฯลฯ

6. อาการร้ายที่แทรกเข้ามาในยุคที่ 13 ในหนังสือลอกคราบใหม่ประเทศไทยผู้เขียนเตือนไว้ชัดเจนว่าเนื่องจากการเกิดของยุคนี้หัวหน้าดาวดี-ร้ายเริ่มแตะกันในราศีธนู

ภพที่เก้าศุภะของเมืองหนึ่งในความหมายคือทัศนะและอุดมการณ์ – ความเชื่อ เกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาและลัทธิการเมือง ฉะนั้นจึงต้องระวังการปะทะกันทางความคิด อุดมการณ์

ขณะนี้อาการก็เริ่มขึ้นแล้วกำลังปะทะกันทางความคิดอุดมการณ์ทั้งใหญ่-เล็กดุเดือดในโลกออนไลน์ บางกลุ่มไปโฉบเฉี่ยวสถาบันหลักของชาติแล้วเริ่มลงถนน จึงต้องระวังไม่ให้เป็นการปะทะด้วยกำลังเพราะ

ในหนังสือลอกคราบใหม่ประเทศไทยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดในยุคคล้าย ๆ กันนี้ในอดีตคือมีการก่อตั้งองค์กรปลดปล่อยสหปัตตานีหรือพูโลเพื่อแบ่งแยกจังหวัดชายแดนภาคใต้

หนึ่งและสองคือการเกิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ในนามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทั้งสองกรณีมีการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐไทยด้วย

7. คาดหมายผลการต่อสู้ทางความคิด-อุดมการณ์รอบยี่สิบปีนี้-ในฐานะโหรที่นั่งสังเกตุอาการณ์ของเมืองมานาน บวกกับเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2515ที่ ร่วมเป็นหนึ่งในสาวก5ย.กับเขาด้วย

สรุปออกมาได้ว่าเมืองจะถูกท้าทาย-ซัดกันเป็นระยะ ๆ เป็นธรรมดา-ผลัดกันรุกและรับทั้งสองฝ่าย-ส่วนคนในเมืองก็ปรับเปลี่ยนไป-องค์กรรวมทั้งสถาบันหลัก ๆ ของชาติก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

แต่เมื่อสู้กันไปแล้วในที่สุดก็กลับมาพื้นฐานเดิมของดวงเมืองที่ออกแบบมาให้สถาบันหลักของชาติจะยังยืนยงคงอยู่คู่เมือง

ทั้งนี้ดูได้จากพระอาทิตย์(1)อันเป็นตัวแทนพระราชสายโลหิตของรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระผู้ทรงสร้างเมือง(ตัวแทนภพที่ห้า – ปุตตะ)

กุมลัคนาหรือจุดเกิดของเมืองรัตนโกสินทร์ – ตลอดไป – เปลี่ยนแปลงไม่ได้”

อ่านเพิ่มเติม